Missing Out in Chiang Mai ที่บ้านใกล้ชิดดวงดาว

dsc_5018-3

หลายปีมานี้ เรารู้สึกว่าการใช้ชีวิตมันเหนื่อยมากขึ้น ทำไมน่ะเหรอ? ก็โลกเล่นเหวี่ยงทุกอย่างผ่านหน้าเราอย่างรวดเร็ว และกระชากทุกอย่างไปอย่างไม่ทันตั้งตัว แค่ชั่ว scroll นิ้ว ข้อมูลมหาศาลก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว ถ้าครองสติไม่ดีพอ เราก็มักเผลอไล่ตามอะไรที่บางครั้งเราไม่ได้ต้องการมันจริงๆ เสียหน่อย

เราไม่ใช่คนก้าวไว ตามอะไรใครไม่ค่อยทันหรอก แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ตกเทรนด์แน่ๆ คือ เราน่าจะ FOMO (Fear of missing out) ไม่แพ้คนอื่น เพราะเราติดมือถือมากกกกกก (ก.ไก่ล้านตัว) มากจนสายตาเราเริ่มแย่ ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัวน้อยลง scroll ปรื้ดๆ มากๆ เข้าเอ็นข้อมือก็เกิดอักเสบขึ้นมาอีก สิ่งที่แย่สุดน่าจะเป็นเรื่องการเที่ยว ตั้งแต่เราติดมือถืออรรถรสการเที่ยวของเราก็ถดถอยไปมาก เราติดการแชะ แล้วรีบแต่งรูปลงโซเชียลจนเราเองรู้สึกเที่ยวไม่สนุก ไม่ค่อยรู้สึกผ่อนคลายเท่าเมื่อก่อน

dsc_5033-2

การเดินทางครั้งนี้เป็นความบังเอิญที่เราแค่อยากไปพักผ่อนในที่เงียบๆ นักท่องเที่ยวไม่เนืองแน่น แสงไฟรบกวนน้อยๆ พอให้เรามองเห็นทางช้างเผือกพาดผ่านในยามค่ำคืน เชียงใหม่ยังไม่หมดหนาว ถ้าได้นั่งกินบรรยากาศรอบกองไฟด้วยก็ยิ่งดี การเลือกมากของเราครั้งนี้ทำให้เราได้พบกับบูเดอช่า บ้านใกล้ชิดดวงดาว ที่ที่เปิดโอกาสให้เราตัดขาดจากโลกภายนอกแล้วหวนกลับมาใช้เวลากับผู้ใหม่ๆ ได้หลบหนีจาก FOMO มาพบกับ JOMO (Joy of missing out) หรือความสุขจากการหายตัวไปชั่วขณะ

dsc_5051-2

พี่โอมและพี่กล้วย เจ้าของบ้านบูเดอช่ามารับเราที่ตัวเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับ Jessica และ Kristien สองสาวชาวเบลเยี่ยมเพื่อนร่วมทริปของเราที่ดันมาวันเดียวกันแถมจะกลับวันเดียวกันพอดี และเราจะมีกันแค่นี้แหละ ไม่มีคนอื่นแล้ว ทริปนี้เลยกลายเป็น English Camp ให้ได้เคาะสนิมภาษาอังกฤษกันรัวๆ

จากตัวเมืองเชียงใหม่เราใช้เวลาราว 4-5 ชั่วโมง ขึ้นเขาสามลูกครึ่งไปทางอำเภอกัลยาณิวัฒนาที่โด่งดังเรื่องป่าสน แม้จะไม่ได้ไปไกลถึงที่นั่น แต่ระหว่างทางก็มีป่าสนคละเคล้ากับสายลมเย็นๆ ให้เราได้ผ่อนคลาย

dsc_5066-2

dsc_5068-2

บ้านบูเดอช่า เป็นภาษาปกาเกอะญอแปลว่า บ้านใกล้ชิดดวงดาว อยู่ในหมู่บ้านชาวปกาเกอะญอ (หรือที่รู้จักโดยทั่วไปว่า กะเหรี่ยง) เป็นบ้านไม้เล็กๆ ริมหน้าผา มีระเบียงไว้กินข้าว ชมบรรยากาศภูเขา นอนดูดาว มีกองไฟอุ่นๆ สำหรับคืนนี้ มีแมว 1 ตัวที่ชื่อปริศนา (แต่ตอนนี้ปริศนามีลูกแล้วนะ) ที่ไม่มีคือสัญญาณมือถือเครือข่ายที่เราใช้ ฮ่าๆ

เรามาตรงกับช่วงปีใหม่ม้งพอดี ปกติแล้วปีใหม่ม้งแต่ละหมู่บ้านจะจัดไม่พร้อมกัน มีงานที่หมู่บ้านไหน หมู่บ้านอื่นจะขับรถไปเที่ยวเป็นการเยี่ยมหมู่บ้านนั้นๆ โชคดีที่หมู่บ้านใกล้ๆ นี้จัดงานปีใหม่พอดี พี่โอมและพี่กล้วยเลยพาเราไปงานปีใหม่ม้งเป็นครั้งแรกในชีวิต

บรรยากาศปีใหม่ม้งจะคล้ายๆ งานวัด คือมีเวที มีไฟนีออน มีซุ้มขายอาหาร ขนม ซุ้มยิงปืน จับปลา และเด็ดสุดของงานคือเวทีที่มีการแสดงชนเผ่าและมีวงดนตรีชาวม้งมาเล่น วงดนตรีม้งนับว่าเป็นไฮไลท์ที่สุด เพราะเป็นวงของชาวม้งรุ่นใหม่ ร้องเพลงภาษาม้ง น่าจะเป็นซูเปอร์สตาร์ในหมู่ชาวม้ง เพราะได้รับเสียงกรี๊ดล้นหลามมาก

dsc_4645-3

dsc_4646-2

dsc_4653-2

วันที่สอง เป็นวันเที่ยวรอบหมู่บ้าน เราไปวัดกันตอนเช้า นำของไปถวายพระ แล้วก็พา Jessica และ Kristien เดินดูวัดแบบภาคเหนือ จากนั้นเราก็เข้าไปในหมู่บ้าน ไปลองทอผ้ากับชาวบ้าน ลายผ้ากะเหรี่ยงที่หมู่บ้านนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ความละเอียดของลวดลาย (จากการสังเกตของเราเอง) สองสาวเบลเยี่ยมชอบมาก ขอซื้อตัวที่ยังทอไม่เสร็จให้ส่งตามไปที่โฮสเทลในกรุงเทพฯ จากนั้นเราก็ไปดูบ้านของชาวปกาเกอะญอ บ้านมักจะยกใต้ถุนสูง แบ่งเป็น 2 ห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องครัว อีกห้องหนึ่งเป็นห้องนอน

หลังกินข้าวเที่ยง เราใช้เวลาแบบ slow life นั่งอาบแดดคุยเล่นกันริมระเบียง เลยได้รู้จักกับ Jessica และ Kristien มากขึ้น ทั้งสองคนกินมังสวิรัติ และต่อสู้เรื่องสิทธิของสัตว์อยู่ที่เบลเยี่ยม มาเที่ยวเมืองไทยรอบนี้พวกเธอก็ว่าจะไปเยี่ยมศูนย์พักพิงสุนัขอยู่เหมือนกัน เราได้ฟังเรื่องของคนเบลเยี่ยมเยอะ ส่วนสองสาวก็ถามอะไรไทยๆ เยอะเหมือนกัน มีรอบหนึ่งตลกมาก อาหารมื้อนั้นมีฟักเป็นส่วนผสม สองสาวก็ถามว่าไอ้นี่คือผักอะไร คนไทยก็มองหน้ากัน แล้วบอกว่าสิ่งนี้มีชื่อไทยว่า ‘ฟัก’ หลุดขำพรืดกันทั้งวง 555

ช่วงเย็นพี่โอมพาเราขับรถไปชมพญาเสือโคร่ง จากนั้นไปไร่สตรอว์เบอร์รี่ของม้ง ชาวเขาเผ่าม้งจะต่างจากปกาเกอะญอตรงที่ม้งจะปลูกบ้านติดพื้นดิน ด้วยความที่มีต้นกำเนิดจากจีน ชาวม้งเลยชอบค้าขาย ปลูกพืชขั้นบันได ที่ไร่สตรอว์เบอร์รี่เราได้เดินเล่น กินสตรอว์เบอร์รี่สดๆ จากต้น ฟินมากกก (ให้ ก ไก่ไปเลยสองล้านตัว) และดูพระอาทิตย์ยอแสงจากข้างบนนี้

พญาเสือโคร่ง 

dsc_4953-2

วันสุดท้ายของที่นี่ เราตื่นแต่เช้า บอกลาน้องแมวปริศนา เก็บของ กินข้าวเช้ากันแบบเร็วๆ เพราะรอบนี้เราทั้งหมดจะนั่งรถเหลืองกลับเข้าตัวเมืองกันเอง ที่ต้องรีบเพราะรถมีแค่วันละ 2 รอบเท่านั้น แถมไม่รู้ว่าถ้ามาทันรถแล้วจะมีที่นั่งมั้ยด้วย รถเหลืองจึงถือเป็น Rare Item มากๆ

dsc_5078-2

เราได้รถเหลืองรอบที่ 2 พอดี ตอนแรกช็อคเพราะรถเหลืองแบกคนมาจากทางวัดจันทร์จนแน่นเอี้ยดแล้ว แต่พี่คนขับบอกว่าไม่เป็นไร นั่งบนหลังคาได้ ชิวๆ เราได้เลยปีนหลังคาขึ้นไปนั่งที่ VIP ที่สุดของคันรถกันอย่างสวยๆ วิวที่ดีที่สุด อากาศดีที่สุด แต่ดีกรีความเมาไม่แพ้นั่งข้างล่างเท่าไหร่หรอก ที่สำคัญห้ามหลับ เพราะไม่มีเซฟตี้อะไรกันเราหล่นจากรถ ต้องดูแลตัวเองล้วนๆ ตลอดเวลาลงเขาหลายชั่วโมง เลยเป็นช่วงเวลาของการเม้าท์อะไรก็ได้ไม่ให้เผลอหลับจนตกรถ

Missing Out อาจทำให้เราพลาดอะไรในโลกออนไลน์ไปหลายวัน เราอาจตกข่าว ไม่ได้อัพรูปสวยๆ ได้ทันใจ ไม่ได้เม้าท์มอยกับเพื่อนข้างนอก แต่เพราะเราหายตัวไปจากโลกนั่น ถึงทำให้เราได้มีความสุขกับชีวิตช้าๆ อย่างเต็มอิ่ม เหมือนได้ชาร์จพลังชีวิตกลับมาเต็มหลอด และได้ตัวเองที่ใจเย็นกว่านี้ แพนิคน้อยกว่านี้กลับมาอีกครั้ง

และอย่างน้อย Missing Out ก็ดีกว่า Fall Out Of The Bus แหละน่า แม้จะเข้าเขตมีสัญญาณมือถือแล้ว แต่ลืมไปเลยว่าต้องเล่นมือถือ เพราะสองมือต้องเกาะราวรถตลอดเวลา ถ้าเผลอปล่อยคงกลิ้งตกลงไปนอนคุยกับรากต้นสนแน่นอน 🙂

Budecha – Chiang Mai, Thailand.

Ko Klang : Enjoy the breeze and peace in a fisherman village.


ko klang

the art of coastal fisheries and other stories of fishermen.
Another dimension of Krabi, Thailand.

When you map out a trip to southern Thailand, Krabi may be one of your destination. As a city of islands, It becomes a paradise of beach lovers. take a day tour from island to another, swim in the clear sea, get tanned under the blue sky or enjoy night party by the sea. I can guarantee that you will have a perfect summer vacation here.

Apart from sea-sand-sun, there is one more worthwhile adventure to do before leaving here. Get to know more about the city you visit escape from the highly touristic zone and enjoy the real local living by visiting Ko Khlang community.

Ko Khlang is a muslim fisherman island. Just 10 minutes from Krabi town, you will be thrown into a totally different world hidden in mangrove forest. Although the community opens for the tourists, it is still peaceful. Locals are amicable but proud of their own way of life. Here you can learn muslim culture, enjoy coastal fisheries and their authentic folk arts.

There are three homestays in Ko Khlang. From my point of view, they are all friendly for all travellers. But they may have some different activities to do. This trip I stayed at Khlong Lu Homestay. overnight a in seaview wooden hut.

In the early morning, when the water goes down, the hosts took us to the sea walking on the sand about 800 metres to the bamboo strap. We learned a lot about coastal fishing and got to know various kinds of marine animal and also marine conservation.

where the horizon embraces you.

After breakfast, we traveled to see the making of Pateh fabric,
which pattern inspired by surrounding nature.

Cruising along the mangrove forest with my host dad. Normally, he is a long tailed boat taxi taking people from Krabi mainland to the village. He also takes the tourists to visit Phi Phi islands.

Evening is another nice period to take a walk, see the coastal fisheries and appreciate last light of the day.

How to get there : Taxi boat from Chao Fah Pier, Krabi town.
When : Year-rounded except Ramadan or the holy month of fasting according to muslim calendar.
How long : day-trip/ 2 days 1 night.

001: 1 เทอมกับวิทยายุทธไกด์ทัวร์

หลังจากร่ำเรียนคณะอักษรศาสตร์มาเกือบสี่ปีเต็ม ได้ฝึกปรือการใช้ภาษา เข้าใจวัฒนธรรม ร่ำเรียนวรรณคดีมาจนพรุน ว่ากันตามตรง คือวิชาส่วนใหญ่ในคณะนี้จะออกแนววิชาการ ไม่ค่อยไปทางสายวิชาชีพเท่าไหร่ นึกออกไหม วิชาชีพ คือ แนวๆ หมอ วิศวะ ครู พยาบาล ฯลฯ แต่อักษรฯ เรียนประวัติศาสตร์งี้ มันเอาไปใช้ทำงานแบบเพียวๆ ไม่ได้ อยู่ที่ความสามารถของคนเรียนเองแล้วล่ะว่าจะประยุกต์วิทยายุทธพวกนี้ได้เก่งแค่ไหน 555

เทอมสุดท้ายของการเรียนที่นี่ จึงตัดสินใจลงวิชาภาษาอิตาเลียนเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งน่าจะเป็นวิชาชีพเดียวใน transcript ก็ว่าได้ = =” แน่นอนว่าพอลงวิชาที่แนวการเรียนการสอนต่างออกไป ก็เลยได้สัมผัสประสบการณ์แปลกๆ ที่หาไม่ได้จากวิชาอื่นไปด้วย

ความประทับใจแบบพีคที่สุด อยู่ที่คาบแรกๆ ของการเรียนเลย เพราะมันเป็นพื้นฐานการเรียนตลอดทั้งเทอม(และตลอดชีวิต) ก็ว่าได้ วันนั้นครูให้เด็กๆ ในคลาสออกมาเล่าเกร็ดวัฒนธรรมไทยให้เพื่อนๆ ฟังคนละ 1 เรื่อง โดยสมมติว่าตัวเองกำลังเล่าเรื่องให้ฝรั่งตาน้ำข้าวฟังอยู่

เรื่องราวพวกนั้น จัดได้ว่าค่อนข้างธรรมดาสำหรับคนไทยอย่างเราๆ เช่น นรกไทย การกรวดน้ำ โรงเรียนวัด เวลาฉันเพล แม่ชี พระประธาน การทอดกฐิน นาค ฯลฯ

พอถึงเวลาจริง หลายคนถูกคอมเมนท์ด้วยประเด็นคล้ายๆ กัน
คือ ข้อมูลดี “แต่อธิบายเข้าใจยากเกินไป”

ไกด์มือใหม่ มักเจอปัญหาอธิบายอะไรสักอย่างไปแล้วนักท่องเที่ยวไม่เข้าใจ
ไม่ใช่เพราะความรู้ไม่พอ แนวการอธิบายต่างหากที่ยังไม่ดีพอ

ไม่ใช่แค่พูดภาษาต่างประเทศให้ได้
หรือแค่จำข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเก่ง

งานไกด์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

ความท้าทายอยู่ตรงที่การเลือกเฟ้นข้อมูล
และปรับเรื่องราวให้เข้ากับพื้นฐานความรู้ของผู้ฟัง

เวลาอธิบายอะไรให้นักท่องเที่ยวฟัง
ต้องไม่ลืมว่าพื้นความรู้ทางประวัติศาสตร์ไทยของเขาแทบจะเป็นศูนย์
เขาไม่รู้หรอกว่า ช่วงเวลาต่างๆ ในประวัติศาสตร์มีอะไรสำคัญสำหรับชาติเรา
เขาจำไม่ได้หรอก ชื่อบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ยืดยาวพวกนั้น
เพราะแม้แต่คนไทยด้วยกันเองยังไม่อยากจำด้วยซ้ำ
เขารู้จักพุทธศาสนา แต่ไม่รู้หรอกว่ารายละเอียดปลีกย่อยของมันคืออะไร

สิ่งที่เราต้องฝึกคือ การอธิบายเรื่องราวให้กระชับ และเป็นมิตรกับผู้ฟังที่สุด โดยไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง

งานไกด์นี่ท้าทายดีเหมือนกันนะ

ตอนกำลังฝึกอธิบายพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท :))